เฮฮา อบอุ่น กันเอง  สบายๆ  พร้อมจัดท่าให้กัน  ได้งานแน่นอน   หาตากล้อง หาช่างภาพ งานแต่งงานอย่าลืมนึกถึงกันจ๊ะ      

 

Yayee Photo Studio
Photographer : Chanoknaree - 091 556 1461
Instagram : chanoknaree
Line: yayeephoto
www.yayeephoto.com

https://www.facebook.com/yayeephoto/


* * * * * *
‪#‎ช่างภาพหญิง‬ ‪#‎รางวัลพระราชทาน‬ ‪#‎yayeephoto‬ ‪#‎chanoknaree‬ ‪#‎ช่างภาพอารมณ์ดีรักเด็ก‬ ‪#‎kidphotography‬ ‪#‎familyphotography‬ ‪#‎weddingphotographer‬‪#‎prewedding‬ ‪#‎wedding‬ ‪#‎thailand‬ ‪#‎photography‬ ‪#‎weddingphoto‬‪#‎weddingphotography‬ ‪#‎ถ่ายรูปเด็ก‬ ‪#‎แต่งงาน‬ ‪#‎รับปริญญา‬ ‪#‎พรีเวดดิ้ง‬ ‪#‎ช่างภาพ‬‪#‎ตากล้อง‬ ‪#‎โครงการถ่ายภาพแห่งแผ่นดิน‬      

 

edit @ 28 Jul 2016 23:45:03 by LuVe ~

edit @ 28 Jul 2016 23:46:00 by LuVe ~

โดย ดังตฤณ

ที่มา http://dungtrin.com/mag/?23.prepare
 
ที่มา http://www.star4life.com/forum/index.php?topic=198.0
 
------------------------------------------------------
 
ถาม : จะมีวิธีสำรวจใจตัวเองไหมคะ ว่าเรารักใครจริงๆหรือเปล่า? ถามใจตัวเอง บางวันบอกว่ารัก บางวันบอกว่าเฉยๆ ไม่แน่ใจเลยว่าถ้าตอบรับไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้นข้างหน้า



ตอบ ตามหลักที่พระพุทธเจ้าประทานไว้นะครับ ความรักจะเกิดขึ้นได้ด้วยองค์ประกอบหลักสองประการ หนึ่งคือเคยอยู่ร่วมกันในกาลก่อน สองคือเกื้อกูลกันในปัจจุบัน เมื่อจับหลักอย่างนี้ก็สามารถเทียบเคียงกับภาคสนามได้ง่ายหน่อย คือเมื่อพบคนที่คุณ ‘สามารถรักได้’ ควรจะเกิดอาการต่างๆต่อไปนี้

๑) ความรู้สึกคุ้นเคยกันอย่างรวดเร็ว เหมือนรู้จักมักคุ้นอยู่ก่อน และพูดคุยสนิทสนมได้ง่าย เหมือนระบายได้ทุกเรื่อง นั่นเป็นวิบากของการอยู่ร่วมกันมานาน ก่อแรงดึงดูดเข้าหากัน อยู่ใกล้แล้วไม่รำคาญ แม้เหงาก็อบอุ่นเป็นสุขได้เพียงเมื่อคิดถึง และเท่าที่พบมา ต่อให้ธาตุนิสัยต่างกันเป็นตรงข้าม เช่น ใจร้อนกับใจเย็นมาเจอกัน ก็ไม่รู้สึกแปลกแยกต่อกัน ขอเพียงมีบุพเพสันนิวาสมาช่วย

การสำรวจใจด้วยเกณฑ์ข้อนี้ อย่างง่ายก็อาจลองจินตนาการดูว่าถ้าต้องไปอยู่กระต๊อบกับใครสักคน แล้วรู้สึกว่ารับได้ไหม เป็นไปได้ไหม หากสนิทใจพอ หรือกระทั่งนึกครึ้มคึกคักต่อยอด อยากหนีไปอยู่เกาะตามลำพังสองคน อันนั้นถือว่าผ่านมาตรฐานเบื้องต้น

อย่างไรก็ตาม ความรักที่แท้ต้องการความจริงเป็นเครื่องรับรอง ไม่ใช่แค่จินตนาการหรือฝันกลางวันเล่นๆ หากมีโอกาสร่วมสถานการณ์ลำบาก อยู่ในที่ที่ขาดความสุขสบาย แล้วยังรู้สึกดีกับการอยู่ร่วมกันได้ อันนั้นถือเป็นบทพิสูจน์ครับว่าเคย ‘อยู่ร่วมกันด้วยดี’ มาอย่างแน่นอน

๒) ความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใย คืออยากช่วยเหลือ อยากดูแล มีความเอาใจใส่โดยไม่ต้องฝืน นั่นเป็นเพราะเหตุที่เคยช่วยเหลือดูแลกันมาก่อน ย่อมชวนให้ผูกพันไยดี เท่าที่พบมา แม้ฝ่ายหนึ่งได้ชื่อว่าเห็นแก่ตัว ไม่เอาใคร แต่ก็เต็มใจเสียสละให้กับคู่บุญเก่าได้ เมื่อคอยเข้าไปดูแลสารทุกข์สุกดิบ ก็ได้ชื่อว่าปัจจุบันสร้างเหตุแห่งความรักไว้แล้ว

การสำรวจใจตนเอง ด้วยเกณฑ์ข้อนี้ ก็ขอให้รอดูเหตุการณ์จริง วัดใจกันในยามยาก หากเขาต้องการความช่วยเหลือไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ คุณเต็มใจแค่ไหน กระตือรือร้นในการช่วยปัดเป่าเท่ากับหรือยิ่งกว่าปัญหาของตัวเองไหม

ถ้า จะวัดใจให้สมบูรณ์แบบ ต้องดูทั้งสองฝ่ายนะครับ ไม่ใช่ฝ่ายเดียว การอยากอยู่ใกล้ การอยากดูแลช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน เป็นเครื่องชี้ชัดว่า ‘ร่วมบุญ’ กันมาจริง ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ‘ติดหนี้’ แค่ข้างเดียว

นอกจากนั้นต้องคำนึงด้วยว่าชีวิตหนึ่งๆเราอาจร่วม ชาติร่วมชายคา เป็นคู่ผัวตัวเมียกับใครได้มากกว่าหนึ่ง (แถมบางรายร่วมได้ทั้งสองเพศ!) ฉะนั้นก็อย่าแปลกใจหากคุณ ‘ปิ๊ง’ และ ‘เอาใจใส่’ ใครต่อใครได้หลายคน

โลกเต็มไปด้วยตัวเลือก โดยมีข้อจำกัดทางศีลธรรมว่าต้องเลือกอยู่กับใครคนหนึ่งเพียงคนเดียว ฉะนั้นหากต้องการสำรวจใจว่ารักใครที่สุด ก็ให้ดูว่าใจคุณ ‘อยากเลือก’ อยู่กับใครมากที่สุด

แน่นอนว่าด้วยความจำเป็นบางประการ อาจทำให้คุณต้องเลือกอยู่กับคนที่รักน้อยและตัดใจจากคนที่รักมาก นั่นก็เป็นเครื่องชี้ได้อย่างหนึ่งว่าแม้ทำบุญร่วมกันมาพอจะให้แสนรัก แต่ก็อาจมีบาปเก่าหรือบาปใหม่บางอย่างมาขวางไว้ไม่ให้สมหวัง เข้าทำนอง ‘รักมากแต่ไม่อยากอยู่ด้วย’ นั่นเอง

อีกประการหนึ่ง ภพชาติและการเวียนว่ายตายเกิดเป็นเรื่องสลับซับซ้อน ภูมิมนุษย์เป็นแค่ภาวะหนึ่งที่เราคุ้นเคย แต่ยังมีภาวะอื่นนอกเหนือจากนี้อีกมากมายมหาศาล หญิงชายไม่ได้เคยอยู่ร่วมกันแบบมนุษย์เท่านั้น ยังมีรูปแบบการครองคู่อีกหลายแบบหลายภาวะ ซึ่งก็อาจกำหนดความรู้สึกต่อกันในปัจจุบันได้อย่างสำคัญยิ่ง ที่จะกล่าวข้างล่างนี้ขอให้ถือเป็นเพียงเกณฑ์คร่าวๆนะครับ

หากเคย อยู่ร่วมกันมาบนสวรรค์ ความรู้สึกรักจะเป็นไปในแบบสูงส่ง อยู่ใกล้กันหรืออยู่ร่วมชายคาแล้วมักชวนให้นึกถึงการบุญการกุศล แม้แขกไปใครมาก็รู้สึกถึงกระแสความปลอดโปร่งและเปิดกว้างผิดจากบ้านเรือน ธรรมดา การมีน้ำใจเกื้อกูลจะไม่จำกัดเฉพาะในเรือน แต่จะขยายวงกว้างออกไปถึงวัด ถึงสถานสังคมสงเคราะห์ ถึงบ้านญาติ หรือบ้านใกล้เรือนเคียง นอกจากนั้นความซื่อสัตย์ต่อกันยังแตกต่างจากคู่อื่นๆ กล่าวคือต่อให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเคยเจ้าชู้ คิดลอกแลกเขวง่าย เมื่อตีตราสมรสแล้วก็จะเหลือเพียงใจเดียวมั่นคง ผิดศีลข้อสามยากมาก

หาก เคยอยู่ร่วมกันในแดนเปรต ความรู้สึกรักจะเป็นไปในแบบลุ่มๆดอนๆ ปรองดองบ้าง ขัดแย้งบ้าง ภักดีบ้าง นอกใจบ้าง วันหนึ่งรักปานจะกลืน อีกวันหนึ่งเกลียดเข้ากระดูกดำ ทั้งที่ไม่มีเหตุผลอันสมควร เปรตจำนวนไม่น้อยถือกำเนิดด้วยความผูกพันกันในครั้งมนุษย์ เช่น ฆ่ากันตาย หรือฆ่าตัวตายร่วมกัน หรือถูกฆ่าพร้อมกันด้วยความพยาบาทอาฆาตศัตรู ความผูกพันอาลัยจะส่งผลให้รู้สึกแน่นแฟ้นในทางดี แต่โทสะอันเจืออยู่ในจิตก่อนดับก็ทำให้รุ่มร้อนและรู้สึกต่อกันในทางร้าย เป็นพักๆ เอาสุขเอาทุกข์แน่นอนไม่ได้

หากเคยอยู่ร่วมกันในหมู่ เดรัจฉาน ความรู้สึกจะเน้นหนักไปในทางเพศรส เข้าหากันแบบหน้ามืดตามัว ไม่สนใจเหตุผลและความถูกต้องใดๆ จากนั้นภายในเวลาอันสั้นจะเบื่อหน่ายกันและกันอย่างรวดเร็ว เบื่อแล้วเบื่อเลยราวกับไม่เคยรู้จักกันมาก่อน หรือคล้ายปลาทูเก่าค้างคืนที่ไม่อยากหวนกลับไปแตะต้องอีก ทำนองเดียวกับสัตว์นอกฤดูผสมพันธุ์ที่เหมือนลืมคู่ของตัวเองไปเลย แทบจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเคยมีอะไรกันมา

หากเคยอยู่ร่วมกันในโลกมนุษย์ ความรู้สึกรักจะเป็นไปตามพฤติกรรมในครั้งก่อน ถ้าโดยมากอยู่อย่างปรองดองจะรู้สึกเย็นและอยากคุยกันอย่างมีเหตุผล แต่ถ้าโดยมากอยู่อย่างขัดแย้งจะรู้สึกร้อนและอยากเอาอารมณ์เข้าว่า หรือหากตลอดชีวิตคิดแต่ในทางซื่อสัตย์จะรู้สึกเชื่อใจและไม่นึกระแวง แต่หากตลอดชีวิตคิดนอกใจกันเรื่อยๆก็จะเห็นเป็นอื่นและไม่เคยวางใจตอนคลาด สายตา ฯลฯ กล่าวโดยสรุปให้รวบรัดคือถ้าเคยอยู่ด้วยกันเมื่อครั้งเป็นมนุษย์ ก็อาจส่งผลได้เท่ากับหรือมากกว่าอยู่ร่วมกันเมื่อครั้งเป็นเทวดา เปรต หรือเดรัจฉานทั้งหมด ขึ้นกับว่ามีกรรมสัมพันธ์ร่วมกันแบบไหน

สำหรับ ภพของพรหมจะมีความเป็นเอกเทศ ต่างคนต่างอยู่ในฌาน ไม่ข้องเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์และการครองคู่ ส่วนนรกภูมิก็เป็นดินแดนเสวยโทษทัณฑ์เผ็ดแสบเผ็ดร้อนลูกเดียว ไม่มีการครองคู่ แต่อาจมีการเสวยโทษร่วมกัน ไม่มีโอกาสเป็นสุขร่วมกันเลย ฉะนั้นจึงต้องตัดผลของการเคยอยู่ร่วมกันในภูมิสูงสุดและต่ำสุด อันได้แก่พรหมและนรกออกไปเสีย เนื่องจากเป็นภูมิที่ไม่เอื้อให้เกิดใจผูกพันเยี่ยงคู่ครองเอาเลย

ไม่ ว่าจะเคยอยู่ร่วมกันมาในภพไหนแบบใด เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์แล้วในบัดนี้ ก็เป็นโอกาสพัฒนาความรู้สึกด้านดีที่มีต่อกันได้เสมอ กล่าวคือจะมีช่องว่างหรือรู้สึกรักมากรักน้อยแค่ไหนก็ตามที ขอเพียงตั้งอธิษฐานร่วมกัน หรือตกลงกันโดยวาจาว่าจะออมชอมในทางบุญทางกุศล ไม่ขัดใจกันด้วยการทำทาน กับทั้งพยายามรักษาศีลให้เสมอกัน ก็จะช่วยผูกความรู้สึกที่มีต่อกันแบบมนุษย์ชั้นสูงได้ในที่สุด

แต่ หากขัดใจกันทางธรรมะ ศรัทธาศาสดาคนละองค์ ขัดคอกันตอนทำทาน คิดนอกใจไม่ระวังรักษาศีล ไม่พูดจาส่งเสริมปัญญาด้วยเหตุด้วยผล เช่นนี้ต่อให้ครั้งหนึ่งเคยเสวยสุขร่วมกันบนสวรรค์ ความรู้สึกรักใคร่ก็ต้องพังครืนลงในวันหนึ่งระหว่างมีชีวิตมนุษย์ร่วมกันนี่ เอง

ทุกคนเชื่อผิดๆ หลงยึดจิตและความรู้สึกนึกคิดเป็นของตัวเอง พอพบว่าไม่อาจบังคับควบคุมบงการให้รู้สึกนึกคิดตามต้องการ จึงเกิดความทุกข์ ความเศร้า ความเหงา ความหดหู่ ความไม่แน่ใจในอนาคต

แท้จริงจิตและ ความรู้สึกนึกคิดของพวกเราเป็นไปตามการควบคุมของกรรมวิบาก ทั้งกรรมเก่าและกรรมใหม่ร่วมมือกันปรุงแต่งให้เราคิดนึกกับเพศตรงข้ามไป ต่างๆนานา จะรักหรือไม่รัก จะรักมากหรือรักน้อย ล้วนต้องรอการอนุญาตจากกฎแห่งกรรมวิบากทั้งสิ้น

ที่คุณปิ๊งใครแบบ ฉับพลันทันที รู้สึกถึงแรงดึงดูดมหาศาล อยากถึงเนื้อถึงตัวกันเดี๋ยวนั้น แท้จริงอาจเป็นแรงส่งของกามในภพเดรัจฉานที่เคยอยู่ร่วมกันมา หาใช่ ‘บุญเก่า’ ที่เคยทำร่วมกันไม่ ในทางกลับกัน แม้วาระแรกอาจรู้สึกไม่ถูกชะตา ไม่นึกอยากใกล้ชิดกัน เพราะเคยลำบากร่วมกันในภพเปรต แต่ถ้าค่อยๆช่วยเหลือเกื้อกูล ค่อยๆทำดีต่อกัน สะสมกรรมสัมพันธ์ด้านสว่าง ด้านที่เป็นกุศลไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็เปลี่ยนความระคายสัมผัสเป็นสัมผัสที่เยือกเย็นและอ่อนโยนต่อกัน ได้ครับ

 
 

จากเป็น จากตาย

posted on 02 Jun 2012 23:04 by luve in StoryInLove

จากเป็น จากตาย 

โดย คุณดังตฤณ
ที่มา http://howfarbooks.com/
จากนิตยสาร- ขวัญเรือน



ธรรมชาติของชีวิตมนุษย์อีกขั้นหนึ่ง
ต่อให้คุณรักษาความรักไปได้จนกระทั่งแก่เฒ่า
ในที่สุด คุณก็ต้องตายจากกัน


คนเรามักจะกลัวกันว่าจะไปกันไม่ได้
เดี๋ยวอยู่ด้วยกันปีสองปีก็ต้องเลิกกัน มัวแต่ระแวงอยู่แค่นี้
แต่จริง ๆ จะมีสักกี่คนที่ตระหนักตั้งแต่เริ่มเลยว่า

ความรักครั้งนี้ เป็นไปเพื่อจุดจบ ไม่ใช่เพื่อเป็นอมตะ
การจากกันเป็นองค์ประกอบหนึ่งของความรัก


แม้กระทั่งที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า
ความรักจะเกิดด้วยเหตุ ๒ ประการ
คือเคยอยู่ร่วมกันในกาลก่อน ก็คืออยู่ในปัจจุบัน
ถ้าหากว่าไม่เคยมีอดีตชาติ จะเกิดความรักได้ยังไง
มันเป็นองค์ประกอบของความรัก

เพราะฉะนั้น การตายจากกัน คือส่วนหนึ่งของความรัก
ถ้าไม่ตายจากกัน ก็ไม่มีอดีตชาติ
แต่ถ้าจากกันเป็น ความรักจะไม่ตาย


เพราะแม้กระทั่งคุณอยู่ด้วยกันไม่ได้
แต่ถ้าหากมีวิธีจากกันด้วยดี มีความเข้าใจ
เห็นค่าของการจากกันอย่างถูกต้อง
ก็สามารถกลับมาอยู่ด้วยกันได้ใหม่

แต่ถ้าหากจากกันไม่เป็น บางทีมันเผาทุกอย่างทิ้งหมดเลยนะ
ไม่เหลือเชื้อที่จะกลับมาต่อกันติดได้อีก
และธรรมชาติของคน เมื่ออยู่ด้วยกันนาน ๆ
ย่อมมีแรงผลักเกิดขึ้นเป็นธรรมดา เกิดความเบื่อ เกิดความขัดแย้ง
เพราะฉะนั้น แรงผลัก พอสะสมตัวมากขึ้น ก็ต้องแยกออกจากกัน
แต่ตอนแยกออกจากกัน ถ้าเรามีวิธีที่ดีพอ
ก็สามารถกลับมาดึงดูดกันใหม่ได้

ธรรมชาติของทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาล
มีดูดเข้าหากันและผลักออกจากกันตลอดเวลา
ความรักก็เช่นกัน มันไม่ใช่ดูดเข้าหากันอย่างเดียว
ถ้าคุณไม่รู้วิธีที่จะรักษาความรู้สึกไว้
วันหนึ่ง มันต้องแยกจากกัน
หรือต่อให้คุณรู้วิธีรักษาความรู้สึกไว้ตลอดรอดฝั่ง
วันหนึ่ง ก็ต้องตายจากกันอยู่ดี
แต่จากกันเป็นนั่นแหละ ที่จะรักษาความรักไว้ไม่ให้ตายตาม

และเมื่อคุณพร้อมที่จะตายจากกัน หรือแยกจากกัน
แต่โจทย์มีอยู่ว่า ถ้าคุณเข็ดขึ้นมาล่ะ คุณไม่อยากเจออะไรแบบนี้อีก

สุดท้ายคือ มีอีกวิธีหนึ่ง
ที่คุณจะได้ไม่ต้องจากกันอีก
ก็คือเจอกันในนิพพาน


แล้ววิธีเจอกันในนิพพาน
คุณต้องสามารถที่จะรู้จักความสุขที่เกิดจากการไม่มีตัวตน
ความสุขที่เกิดจากการยกระดับรักขึ้นมา
จากรักแบบโลก ๆ รักแบบหลง ๆ ให้รักแบบที่ไม่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน
รักแบบสามารถมีความกรุณาอยากช่วยเหลือกัน สามารถยินดีต่อกัน
แม้กระทั่งว่าเลิกกันไปแล้ว ก็สามารถยินดีกับเขาได้
เมื่อได้ข่าวว่าเขาประสบความสำเร็จรุ่งเรือง
หรือแม้กระทั่งคนรักของคุณตายไปด้วยสภาพน่าอเนจอนาถ
ก็มีเหตุผลมากพอที่จะบอกตัวเองได้ว่า
นี่เป็นกรรมของเขา ไม่ใช่สิ่งที่เราจะไปยื้ออะไรได้

ถ้าใจคุณเป็นกลางมากพอ ถ้าใจคุณรักอีกแบบหนึ่งเป็น
คุณพร้อมที่จะยกระดับจิตขึ้นไปสูงกว่านั้นอีก
ก็คือ มองเห็นว่าทั้งหลายทั้งปวงมีแค่เหตุแค่ผล
เมื่อมีเกิด ต้องมีดับ เมื่อมีพบกัน ต้องมีการพรากจากกัน

ถ้าหากว่าคุณจะออกจากกฎระเบียบเหล่านี้
คุณต้องไม่ติดกับหมุดยึด หมุดยึดสำคัญคือกาม


คุณสละกามได้ คุณเห็นอะไรที่เป็นความจริง
ว่าทั้งหลายทั้งปวงเกิดขึ้นแล้วต้องดับไปเป็นธรรมดา เพราะมันไม่ใช่ตัวตน
ในที่สุดจิตของคุณจะหลุดจากความยึดติดถือมั่นหรืออุปาทาน
ว่านี่เป็นตัวเป็นตน นี่เป็นคู่ของเรา นี่เป็นตัวที่เราสามารถบังคับได้
ในที่สุด คุณจะพบกับอะไรอีกอย่างหนึ่งที่พ้นมาจากตัวตนแบบนี้

นี่คือข้อสรุปของรักแท้มีจริง
รักแท้ที่จริง สามารถที่จะรักโดยไม่ต้องมีกามมาล่อ
รักได้โดยไม่ต้องรู้ว่าคนคนนี้ทำอะไรให้เราเดือดร้อนหรือเปล่า
ทำความเจ็บแค้นให้เราหรือเปล่า
คือสามารถรักได้ ขอให้เป็นสิ่งมีชีวิตเถอะสามารถรักได้หมด
และสามารถเห็นได้หมดว่า
ทั้งหลายทั้งปวงเป็นแค่เหตุแค่ผลชั่วคราว
เมื่อมีเหตุเกิดขึ้นอย่างหนึ่ง มีผลตั้งอยู่ไประยะหนึ่ง
แล้วเดี๋ยวก็ต้องดับไป ไม่มีตัวตนที่แท้จริง

ตัวนี้แหละ ความรักที่เกิดขึ้นจาก
จิตใจที่เข้าใจอะไรอย่างแท้จริงถ่องแท้
เป็นสิ่งที่จะทำให้คุณมีความสุขนิรันดร์

edit @ 20 Jun 2012 10:26:40 by LuVe ~

Recommend